5 เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ก่อนสู้ศึกใหญ่ บางแสน กรังด์ปรีซ์ 2026
หลังจากทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง (FTR) เปิดฤดูกาลมาได้อย่างสวยงามในรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2569 พร้อมนำถ้วยรางวัลชนะเลิศ รายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ กลับมาได้สำเร็จในสนามที่ 2 ล่าสุด เตรียมลงแข่งท้าความแรงกันต่อในสนามที่ 4-5 ที่สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต ระหว่างวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2569 ก่อนที่จะร่วมชมและเชียร์ศึกการแข่งรถทางเรียบระดับประเทศในสุดสัปดาห์นี้ ฟอร์ดเตรียม 5 เรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับทีม FTR ในการแข่งขันไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ มาอุ่นเครื่องให้กับแฟนๆ เพื่อเพิ่มอรรถรสระหว่างติดตามการแข่งขัน
ทีมวิศวกรและช่างเทคนิคของฟอร์ด ประเทศไทย

เบื้องหลังการสร้างความตื่นเต้นให้กับคอมอเตอร์สปอร์ตตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ทีม FTR ขับเคลื่อนด้วยทีมงานของฟอร์ด ประเทศไทย โดยมีทั้งทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญการแข่งรถ และช่างเทคนิค ซึ่งล้วนสั่งสมประสบการณ์จากการนำข้อมูลในสนามแข่งจริงมาวิเคราะห์ เพื่อยกระดับสมรรถนะของรถให้ดียิ่งขึ้นในทุกๆ ฤดูกาล รวมถึงได้นำทักษะและข้อมูลขั้นสูงจากการทำงานในโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) และออโต้ อัลลายแลนซ์ ไทยแลนด์ (เอเอที) มาใช้ ประกอบกับความเชี่ยวชาญจากทีมพัฒนารถที่เป็นพาร์ตเนอร์ทั้ง 3 ทีมคือ วายเค มอเตอร์สปอร์ต องค์โด้ มอเตอร์สปอร์ต และออโรร่า ดีไซน์ ไดนามิกส์ มาพัฒนารถ เพื่อให้นักแข่งสามารถดึงศักยภาพสูงสุดของรถมาใช้ในสนามได้อย่างเต็มที่

วิศวกรผู้เชี่ยวชาญการแข่งรถ จะทำหน้าที่เสมือนมันสมองในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบ และจากสนามแข่งขัน เพื่อปรับแต่งรถและทำเวลาต่อรอบให้ดีที่สุด โดยจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมช่างเทคนิคในพิทที่ต้องแข่งกับเวลา และมีหัวหน้าช่างเทคนิคควบคุมทีมช่างเฉพาะทางทั้งด้านเครื่องยนต์ ช่วงล่าง และยาง เพื่อรักษาสมรรถนะรถให้สมบูรณ์แบบ ทำให้นักแข่งสามารถดึงศักยภาพสูงสุดของรถออกมาใช้ในสนามได้อย่างมั่นใจ
3 นักแข่ง กับ 3 สไตล์ความแรงในสนาม

ไฮไลต์แห่งปีที่ทำให้ทีม FTR ถูกกล่าวถึงจนเป็นกระแสในฤดูกาลนี้ คือการรวมตัวสไตล์การขับขี่ที่แตกต่างแต่ลงตัวของ 3 นักแข่งยอดฝีมือในวงการมอเตอร์สปอร์ตของเมืองไทย ซึ่งต่างมีคาแรกเตอร์การขับที่โดดเด่นน่าติดตาม อย่างนักแข่งรถกระบะทางเรียบแถวหน้าของเมืองไทย อย่าง เบสท์-ธณพล ชูเจริญผล ที่ร่วมทีม FTR เป็นปีแรก ลงแข่งด้วยรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ หมายเลข 15 พัฒนาโดยทีมองค์โด้ มอเตอร์สปอร์ต (Aongdo Motorsport) ได้นิยามสไตล์การควบคุมพวงมาลัยของตัวเองว่า “Smooth and Silky” แต่ขณะเดียวกัน เบสท์มีอาวุธลับอย่างทักษะความแม่นยำในการสับเกียร์และเหยียบคลัตช์ที่รวดเร็วแบบสายฟ้าแลบ “มันเป็นทักษะที่ติดตัวมาจากการเป็นนักแข่งแดร็ก (Drag) ทำให้การตัดสินใจในเสี้ยววินาทีของผมค่อนข้างเด็ดขาดครับ” เบสท์กล่าว

ด้านบูม-กันตธีร์ กุศิริ ที่ร่วมทีม FTR เป็นปีแรกเช่นกัน ลงแข่งด้วยรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ หมายเลข 18 พัฒนาโดยทีมออโรร่า ดีไซน์ ไดนามิกส์ (Aurora Design Dynamics) โดยบูมมีประสบการณ์การแข่งรถที่อัดแน่นจากสนามซูเปอร์คาร์ระดับโลก และล่าสุด ในสนามที่ 2 ของรายการ ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ บูมคว้าชัยชนะอันดับหนึ่งทั้ง คลาสเอ และ Overall ไปได้อย่างสมศักดิ์ศรี โดยเขากล่าวว่า “จริงๆ ผมพยายามจะเน้นสไตล์การขับที่พยายามขับให้เนียนที่สุด แต่ถ้าคนอื่นที่มองเข้ามาเวลาผมอยู่ในการแข่งขัน ส่วนใหญ่เขาจะมองว่าผมมีสไตล์การขับที่ค่อนข้างดุดันครับ”

สำหรับแซนดี้ เคราแก้ว สตูวิค นักแข่งดาวรุ่งเชื้อสายนอร์เวย์ที่อยู่กับทีม FTR ตั้งแต่ก่อตั้ง ขับรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ หมายเลข 3 ที่พัฒนาโดยทีมวายเค มอเตอร์สปอร์ต (YK Motorsport) กล่าวถึงความเร้าใจในการลงแข่งไว้ว่า “ผมชอบความดิบของรถกระบะสำหรับแข่งครับ ผมเป็นนักแข่งสไตล์ Old School ชอบรถที่ต้องควบคุมหลายอย่างด้วยตัวเอง เกียร์ธรรมดาที่ต้องเหยียบคลัตช์เอง นี่แหละครับคือเสน่ห์และความท้าทายที่ทำให้ผมสนุกกับการขับฟอร์ด เรนเจอร์มาตลอด”
ลายรถแข่งสุดเร้าใจของรถกระบะฟอร์ด 3 คัน สะท้อนคาแรกเตอร์ทีม

ไม่เพียงแต่สไตล์การขับที่สะท้อนตัวตน ลายรถแข่ง หรือที่ภาษาในวงการเรียกว่า ลิฟเวอร์รี (Livery) บนตัวรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เครื่องยนต์ วี6 ทั้ง 3 คัน ยังสะท้อนสปิริตการทำงานเป็นทีม ระหว่างทีมพัฒนารถ และคาแรกเตอร์ของนักแข่งอย่างลงตัว


เริ่มจากรถหมายเลข 3 ของแซนดี้ที่สาดความเร้าใจด้วยดีไซน์ทูโทน ประกอบด้วย สีแดง ที่เป็นสีประจำแบรนด์วายเค มอเตอร์สปอร์ต ตัดกับน้ำเงินของฟอร์ด และใช้กราฟฟิกเส้นสายตัดเฉียงบริเวณตัวถังด้านข้าง เพิ่มความโฉบเฉี่ยว เข้ากับสไตล์การขับของแซนดี้ที่โดดเด่นเรื่องทักษะการเข้าโค้ง ส่วนรถหมายเลข 15 ของเบสท์ ที่พัฒนาโดยองค์โด้ มอเตอร์สปอร์ต เน้นความขรึมและดุดันด้วยโทนสีน้ำเงินเข้มตลอดคัน เสริมความสปอร์ตด้วยอุปกรณ์ตกแต่งคาร์บอนไฟเบอร์รอบคัน และลายกราฟฟิกสีฟ้าสว่าง เปรียบเสมือนความเร็วสายฟ้าแลบที่เป็นซิกเนเจอร์ร่วมของเบสท์ และทีมองค์โด้ ขณะที่รถหมายเลข 18 ของบูม และทีมออโรร่า ดีไซน์ ไดนามิกส์ โฉบเฉี่ยวมีสไตล์ด้วยลูกเล่นไล่เฉดสี จากสีน้ำเงินของฟอร์ดสลับแถบขาว ผสานกับกราฟิกสีม่วงไล่กับสีน้ำเงินและสีขาวสุดโมเดิร์นไปทางท้ายรถ บอกเล่าถึงการผสานจุดแข็งของทั้ง สมรรถนะรถฟอร์ด ทักษะการขับของนักแข่ง และความชำนาญของทีมพัฒนารถ ที่พาสู่ชัยชนะ
ความท้าทายของ 2 สนามแข่ง: ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และบางแสน สตรีท เซอร์กิต

หนึ่งในเสน่ห์ของกีฬามอเตอร์สปอร์ต คือรูปแบบของแต่ละสนามแข่งที่มอบความท้าทายที่แตกต่างกัน ซึ่งเปรียบเสมือนสนามทดสอบ สู่การพัฒนารถให้ผู้บริโภคบนท้องถนนจริง ขณะเดียวกันก็เป็นบทพิสูจน์ความชำนาญของนักแข่งในการแก้เกมบนสภาพสนามที่มีเอกลักษณ์เฉพาะแบบ โดยสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ จะมีลักษณะที่กว้างและเปิดโล่ง ขณะที่สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี เป็นสนามแข่งรถเลียบชายหาดบางแสน-แหลมแท่น และขึ้นเขาสามมุข ขึ้นชื่อเรื่องถนนที่แคบ และมีจำนวนโค้งสุดท้าทายถึง 19 โค้ง พร้อมโค้งหักศอก (Hairpin) เปิดบททดสอบให้นักแข่งประชันกันด้วยไหวพริบ และทักษะการขับขี่ขั้นสูง

“ถ้าเป็นสนามช้างฯ แทร็กจะกว้าง มองเห็นเส้นทางได้ทั้งหมด แต่สำหรับบางแสน ถนนจะแคบทั้งหมด เราไม่รู้เลยว่าข้างหน้าจะมีอุปสรรคไหม” เบสท์-ธณพล กล่าว “พอได้มาแข่งด้วยรถฟอร์ดคันนี้ ผมมั่นใจขึ้นมาก เพราะหลังจากที่ได้ซ้อมและลงแข่งหลายครั้ง รู้สึกได้ถึงความได้เปรียบเรื่องช่วงล่างที่มีความหนึบ ยึดเกาะถนนดีเยี่ยม ส่วนเรื่องความแรงเราก็ไม่แพ้ใคร เชื่อว่าสู้ได้แน่นอนครับ”
ขณะที่ บูม-กันตธีร์ เองก็มองความท้าทายนี้เป็นข้อได้เปรียบ โดยเผยว่า “ผมผ่านสนามในประเทศไทยมาเยอะ สนามที่ชอบและคิดว่าจะทำผลงานได้ดีที่สุดคือที่บางแสนครับ เพราะผมเป็นคนชลบุรี ที่นี่จึงเปรียบเสมือนโฮมเรซของผมเลย”
7 ปีแห่งการสร้างชุมชนคนรักมอเตอร์สปอร์ต

ตลอด 7 ปีที่ลงสนาม ฟอร์ดมีความมุ่งมั่นในการสร้างความชื่นชอบในแบรนด์ผ่านกลุ่มผู้ที่รักกีฬามอเตอร์สปอร์ต โดยได้จัดกิจกรรมร่วมชมและเชียร์ทีม FTR นำลูกค้า-พนักงาน ฟอร์ด และพาร์ทเนอร์ แสดงพลังสีน้ำเงินแบบติดขอบสนามแข่งระดับเอ็กซ์คลูซีฟทุกปี จนเป็นหนึ่งในสีสันของการแข่งขัน และยังได้เปลี่ยนผู้ชมบนอัฒจันทร์ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว FTR ผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างใกล้ชิด เช่น กิจกรรม Meet & Greet ที่เปิดพิท (Pit) หรือพื้นที่ที่ทีมแข่งใช้เตรียมรถ ให้ลูกค้าได้เยี่ยมชมพร้อมกระทบไหล่นักแข่งและทีมวิศวกรอย่างใกล้ชิด ไปจนถึงไฮไลต์สำคัญอย่างกิจกรรม Hot Laps ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สวมหมวกกันน็อก นั่งบนรถแข่งฟอร์ด เรนเจอร์ คันจริงลงสนาม พร้อมสัมผัสแรงจี และอะดรีนาลีนที่สูบฉีดแบบเดียวกับที่นักแข่งมืออาชีพเผชิญ ถือเป็นการตอกย้ำความตื่นเต้นเร้าใจ (Thrill) ภายใต้แนวคิด ‘Ready Set Ford’ ของแบรนด์ และเป็นการเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างแท้จริง
สำหรับการแข่งขัน ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ สนามที่ 4-5 จะจัดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ณ สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี สาวกฟอร์ดร่วมชมและส่งกำลังใจให้กับทีม ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง หรือ FTR ที่ส่งรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ ซิงเกิ้ลแค็บ เครื่องยนต์ วี6 ทรงพลัง 3 คัน ลงแข่งในรุ่น ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ ระหว่างวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2569 และติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เพจ ฟอร์ด
Share this content:



Post Comment