×

PRM โชว์ผลงานไตรมาส 1/69 ในงาน Analyst Meeting และ Earnings Call (OPPDAY) 

นางสาวสุธาสินี หมื่นละม้าย รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการลงทุน นายวิริทธิ์พล จุไรสินธุ์ ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบัญชี พร้อมด้วย นายพชร รอดสมบูรณ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM ร่วมแถลงข้อมูลบริษัทฯ ในงานประชุมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (Analyst Meeting) และ Earnings Call (OPPDAY) ประจำไตรมาส 1/2569 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ณ ห้องประชุมใหญ่ บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) เมื่อเร็วๆ นี้

สำหรับผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ ยังคงรักษาผลประกอบการได้ในระดับแข็งแกร่ง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและสถานการณ์พลังงานโลก โดยมีรายได้รวม 2,111.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 628.9 ล้านบาท โดยมีจุดเด่นสำคัญอยู่ที่กำไรจากการดำเนินงานปกติ ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้น 38% สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการขยายกองเรือในกลุ่มธุรกิจเรือสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล หรือ Offshore Support Vessel (OSV) รวมถึงการบริหารอัตราการใช้เรือของทั้งกองเรือให้อยู่ในระดับสูงที่ 89.1%

สำหรับกลุ่มธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและเคมี (Petroleum and Chemical Tankers “PCT”) ยังคงเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่สร้างรายได้สำคัญให้แก่บริษัทฯ โดยในไตรมาสนี้ PRM ได้รับมอบเรือขนส่งสารเคมีต่อใหม่ 1 ลำ เพื่อรองรับการขยายตลาดในระดับภูมิภาค ส่งผลให้กองเรือในกลุ่ม PCT มีจำนวนรวม 39 ลำ ณ สิ้นไตรมาส แม้รายได้ของธุรกิจดังกล่าวจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากการระงับการขนส่งไปยังประเทศกัมพูชาตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 แต่กำไรขั้นต้นยังเติบโตได้ดี จากการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเพิ่มเติม ประกอบกับการนำเรือเข้าอู่ซ่อมบำรุงที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ ความต้องการใช้น้ำมันในภาคใต้ที่ฟื้นตัว หลังผ่านพ้นผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ช่วงไตรมาส 4/2568 ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนอัตราการใช้เรือในไตรมาสนี้

ในส่วนของธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันดิบ (Crude Oil Carrier “COC”) เรือ VLCC ทั้ง 3 ลำของบริษัทฯ สามารถให้บริการได้เต็มอัตราการใช้งาน 100% ตลอดทั้งไตรมาส ภายใต้สัญญาเช่าเหมาลำระยะยาวกับลูกค้าหลัก ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและความต่อเนื่องของรายได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้สถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด บริษัทฯ ได้บริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการปรับแผนเส้นทางเดินเรือเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง พร้อมยึดมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินเรือเป็นสำคัญ

สำหรับกลุ่มธุรกิจเรือกักเก็บและผสมน้ำมันกลางทะเล (Floating Storage Unit “FSU”) แม้ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกจะชะลอตัวจากการปรับแผนจัดสรรพื้นที่จัดเก็บสินค้าบนเรือ ภายหลังการรับเรือลำใหม่เข้ามาทดแทนเรือเดิมที่จำหน่ายออกไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามแนวโน้มความต้องการใช้บริการ FSU ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา จากความต้องการกักเก็บน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันและความไม่แน่นอนของอุปทานพลังงานโลก ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ธุรกิจ FSU มีทิศทางดีขึ้นในไตรมาสถัดไป

ด้านธุรกิจเรือสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล  (Offshore Support Vessel “OSV”) ถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความโดดเด่นในไตรมาสนี้ โดยมีรายได้เติบโต 36.0% และมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 72.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการนำเรือ Crew Boat มาให้บริการเพิ่มเติมในช่วงปีที่ผ่านมา ตลอดจนการให้บริการภายใต้สัญญาเช่าเรือระยะยาวกับบริษัทน้ำมันทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงของรายได้ในระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทฯ มองว่าความต้องการใช้เรือ OSV ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง จากมุมมองเชิงบวกของธุรกิจ OSV ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กิจกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากความต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

ขณะเดียวกัน ธุรกิจตัวแทนสายเดินเรือและออกของ (Ship Agent and Shipping “SAS”) มีรายได้เติบโตเช่นเดียวกัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณงานให้บริการตัวแทนเรือที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์ขยายขอบเขตการให้บริการ จากเดิมที่มุ่งเน้นกลุ่มสินค้าปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ไปสู่สินค้ากลุ่มอื่นที่มีศักยภาพ เช่น สารเคมีประเภทอื่นๆ และเครื่องจักรกลอุตสาหกรรม เป็นต้น เพื่อกระจายฐานรายได้และสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของแผนธุรกิจปี 2569 คือ การต่อยอดสู่ธุรกิจโลจิสติกส์พลังงานสะอาด โดย PRM ประสบความสำเร็จในฐานะผู้ให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF) ทางเรือเป็นรายแรกของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขยายบทบาทของบริษัทฯ จากผู้ให้บริการโลจิสติกส์พลังงานแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์พลังงานสะอาดที่สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรมพลังงานโลก

ทางบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 จะยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากพอร์ตธุรกิจเรือที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งการขนส่ง การกักเก็บ การสำรวจและผลิต และการสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงาน ควบคู่กับการเดินหน้าขยายกองเรือในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และการขยายฐานลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจ OSV และ FSU ที่ยังมีโอกาสขยายตัวจากความต้องการด้านพลังงานและความผันผวนของตลาดโลก ขณะเดียวกัน การต่อยอดสู่ธุรกิจขนส่ง SAF ยังสะท้อนถึงความพร้อมของบริษัทฯ ในการปรับตัวตามทิศทางพลังงานสะอาด และสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Share this content:

Post Comment