ภาษีรถยนต์ 2569 กลุ่มรถรุ่นใดที่แพงขึ้น กลุ่มรถรุ่นใดยังคุ้มค่า
แม้จะเข้าสู่ปี 2569 มาได้สักระยะหนึ่ง สิ่งที่คนวงการยานยนต์ให้ความสนใจไม่น้อยก็คือ “การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ปี 2569” ที่ได้ประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา แน่นอนว่าการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ครั้งส่งผลให้รถยนต์หลาย ๆ ประเภท ปรับราคาสูงขึ้น บางประเภทก็ไม่ได้ส่งผลนัก โดยวันนี้จะพาทุกท่านมาชมโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่กันว่ากลุ่มรถยนต์ใหม่ประเภทใดจะถูกปรับภาษีในอัตราเท่าไหร่ และกลุ่มรถประเภทใดยังมีความคุ้มค่าแม้ปรับอัตราภาษีใหม่กัน
ภาษีสรรพามิตในกลุ่มรถยนต์
ในรถยนต์ 1 คัน จะมีการรวมภาษีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ภาษีสรรพสามิต” ซึ่งเป็น ภาษีที่รัฐเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภทเป็นพิเศษ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ ได้แก่
- มีผลต่อสิ่งแวดล้อม
- มีผลต่อสุขภาพ
- เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย
- หรือรัฐต้องการควบคุมพฤติกรรมการบริโภค
โดยรถยนต์จะเข้าข่ายการเก็บภาษีสรรพสามิตภายใต้เงื่อนไขสินค้าที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น การใช้เชื้อเพลิง ความจุเครื่องยนต์) และเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย (ในอดีตรถยนต์ถือเป็นสินค้าฟุ่งเฟือย) ส่วนการคำนวณอัตราภาษี จะขึ้นกับรายละเอียดที่กำหนดไว้ เช่น แหล่งพลังงานขับเคลื่อน
ทั้งนี้ภาษีสรรพสามิตรจะมีผลเฉพาะแค่รถยนต์รุ่นใหม่ที่ผลิต หรือนำเข้าในจำหน่ายในประเทศเท่านั้น ซึ่งรวมในราคารถใหม่ทั้งหมดแล้วแต่จะไม่ปรากฎรายละเอียดภาษีเหมือน VAT7% ผู้ซื้อรถก็จะเสียภาษีส่วนนี้เป็นที่เรียบร้อย แต่ยังคงต้องชำระต่อภาษีรถยนต์ประจำปีในอัตราปัจจุบัน

โครงสร้างภาษีสรรพามิตรถยนต์ปี 2569
ทางรัฐบาลได้ประกาศการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตครั้งใหญ่ เพื่อสนับสนุนกลุ่ม รถพลังงานสะอาด (EV / PHEV) และควบคุมการปล่อยคาร์บอน โดยเก็บตาม ประเภทระบบขับเคลื่อน และอัตราการปล่่อย CO₂ มากกว่าแค่ขนาดเครื่องยนต์เหมือนเดิม สำหรับรายละเอียดการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ มีด้วยกันดังนี้
กลุ่มรถยนต์สันดาป หรือรถน้ำมัน (ICE)
- ความจุเครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ภาษีจะอยู่ระหว่าง 13% – 34% (จากเดิม 12% – 35%) ขึ้นอยู่กับอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂)
- ปล่อย CO₂ ไม่เกิน 100 กรัม/กม. = ภาษี 13%
- ปล่อย CO₂ 101 – 120 กรัม/กม. = ภาษี 22%
- ปล่อย CO₂ 121 – 150 กรัม/กม. = ภาษี 25%
- ปล่อย CO₂ 151 – 200 กรัม/กม. = ภาษี 29%
- ปล่อย CO₂ เกิน 200 กรัม/กม. = ภาษี 34%
ความจุเครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร หรือ กลุ่มรถยนต์หรู และซูเปอร์คาร์ อัตราภาษีใหม่อยู่ที่ 50% (จากเดิม 35% – 40%)
ตระกูลรถไฮบริด (HEV & MHEV)
อัตราภาษีใหม่อยู่ระหว่าง 6% – 19% (จากเดิม 4% – 12%)
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร
- ปล่อย CO₂ ไม่เกิน 100 กรัม/กม. = ภาษี 6%
- ปล่อย CO₂ 101–120 กรัม/กม. = ภาษี 9%
- ปล่อย CO₂ 121–150 กรัม/กม. = ภาษี 14%
- ปล่อย CO₂ 151–200 กรัม/กม. = ภาษี 19%
ทั้งนี้ในกลุ่มรถ HEV จะมีโครงการสนับสนุนรถยนต์ Hybrid (HEV/MHEV) ของรัฐบาลไทย ที่จะคงที่อัตราภาษี 6% – 12% เป็นระยะเวลา 7 ปี (2569 – 2575) ภายใต้เงื่อนไขทั้ง 4 ข้อ ได้แก่การลงทุนเพิ่ม, การใช้ชิ้นส่วนสำคัญ อาทิ แบตเตอรี่ ที่ผลิตภายในประทศ, ยกระดับระบบความปลอดภัย และผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro6
รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)
- ปรับเกณฑ์โดยเน้นระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้า
- วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ ไม่ต่ำกว่า 80 กม. / 1 การชาร์จ = 5% (จากเดิม 8%)
- วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ ต่ำกว่า 80 กม. ต่อ 1 การชาร์จ = 10%
- เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร = 30%
รถยนต์ไฟฟ้า (BEV)
- รถยนต์ไฟฟ้า อัตราภาษีจะปรับลดลงที่ 2% ตามมาตรการกระตุ้นชั่วคราว (จากเดิม 8%)
- รถกระบะไฟฟ้า จากเดิมได้รับการยกเว้น (0%) จะต้องเสียภาษีในอัตรา 2% เช่นเดียวกับรถ BEV
โดยมีเงื่อนไข ค่ายรถต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ได้สิทธิ์อัตราภาษีต่ำ
ผลกระทบจากภาษีใหม่นี้
สำหรับผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ปี 2569 คือกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่ได้ปรับอัตราภาษีใหม่จาก 8% เหลือเพียง 12% และหากแบรนด์ค่ายรถเจ้าใดใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ก็จะมีอัตราการเสียภาษีที่ต่ำลง ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาที่ถูกลง
สำหรับกลุ่มรถ PHEV ก็ต้องคำนึงถึงปัจจัยทั้งจากระยะทางของการวิ่ง ควบคู่กับขนาดของเครื่องยนต์ และอัตราการปล่อยไอเสียร่วมด้วย แม้ว่ารถที่ผ่านการทดสอบวิ่งด้วยไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ไกลกว่า 80 กม./ 1 การชาร์จ จะได้อัตราภาษีที่ลดลงไปก็ตาม ส่วนกลุ่มรถไฮบริดที่เข้าร่วมโครงการสนับสนุนจากรัฐ จะคงอัตราภาษี HEV ที่ 7 ปี (2569-2575) ไม่ได้ปรับขึ้นแบบขั้นบันได เพื่อช่วยกระตุ้นการสนับสนุนให้ผู้ใช้รถเปลี่ยนผ่านจากรถ ICE ไป HEV ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จึงทำให้ได้รับผลกระทบจากการปรับราคาที่ไม่สูงมากนัก หรือบางรุ่นมีราคาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่จะได้รับการยกระดับความปลอดภัยที่มากขึ้น
และแน่นอนว่ากลุ่มรถยนต์ ICE และรถนำเข้าภายในปี 2569 เป็นต้นไปจะได้รับผลกระทบต่อราคาที่สูงขึ้น แต่ขณะเดียวกันกลุ่มรถ ICE ที่ปล่อย CO₂ ไม่เกิน 100 กรัม/กม. ที่เพิ่มอัตราภาษีแค่ 1% จะได้รับผลกระทบที่น้อยกว่า
จะเห็นได้ว่ากลุ่มรถที่คุ้มค่ามากที่สุดหลังการปรับภาษีรถใหม่ในปี 2569 คือกลุ่มรถไฟฟ้าล้วน ที่มีอัตราภาษีแค่ 2% ส่วนกลุ่ม HEV & MHEV ยังคงมีโครงการสนับสนุนกลุ่มรถยนต์ไฮบริดที่ช่วยพยุงราคาไม่ให้ปรับสูง พร้อมกับยกระดับความปลอดภัยให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และกลุ่มรถ Ecocar ที่แม้จะเป็นช่วงขาลงหลังการมาของรถ BEV แต่ก็ช่วยให้เป็นทางเลือกในการเป็นเจ้าของรถได้ง่ายแม้จะถูกปรับอัตราภาษีใหม่ก็ตาม สำหรับกลุ่ม PHEV จะได้เปรียบที่ประสิทธิภาพแบตเตอรี่พร้อม ๆ กับความจุของเครื่องยนต์ที่ลดลง ซึ่งจะช่วยให้เสียภาษีถูกกว่าเครื่องยนต์ที่มีขนาดเกิน 3.0 ลิตรก็ตาม
Share this content:
Post Comment